พุทธธรรมสงฆ์


การหลุดพ้นของพระพุทธเจ้าจะไม่ผ่านการเป็นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ มาก่อน

การบรรลุเป็นพระอรหันต์มีอยู่ 3 แบบ บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า บรรลุเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า คือ บรรลุเป็นพระอรหันต์ที่เป็นสัพพัญญุตญาณไปเลย บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ที่เป็นพระปัจเจกโพธิญาณไปเลย บรรลุเป็นสาวกพระพุทธเจ้า บรรลุเป็น พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ตามลำดับ

...บุคคลทั้ง ๓ จำพวกนี้ คือ พระพุทธะจำพวก ๑ พระปัจเจกพุทธะจำพวก ๑ พระอนุพุทธะจำพวก ๑ ย่อมกล่าวพระนิพพานว่า " เป็นธรรมชาติอันสูงสุด "....

พระพุทธเจ้า และ พระปัจเจกพุทธเจ้า จะไม่ผ่านการเป็น โสดา สกทาคา อนาคา อรหันต์ ตามลำดับ เพราะคำว่า สมณะทั้ง 4 นี้มีเฉพาะพระสาวกเท่านั้น (การหลุดพ้นตามลำดับแบบนี้มีเฉพาะพระสาวก)

...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะ ที่ ๑ มีในธรรมวินัยนี้เท่านั้น สมณะที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ มีในธรรมวินัยนี้ ลัทธิอื่นว่างจากสมณะทั้ง ๔ เธอทั้งหลายจงบันลือสีหนาทโดยชอบอย่างนี้เถิด...

ท่านพระพาหิยทารุจิริยะผู้เป็นยอดของภิกษุผู้ตรัสรู้เร็ว ถึงแม้ว่าจะตรัสรู้เร็วก็ตาม แต่ก็เป็นไปโดยลำดับอย่างรวดเร็วในการบรรลุอยู่ในนั้น ไม่ใช่ว่าเป็นปุถุชนอยู่ แล้วก็ข้ามไปเป็นพระอรหันต์เลย สอดคล้องกับที่ตรัสไว้ว่า

...[๒๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวการตั้งอยู่ในอรหัตผลด้วยการไปครั้งแรกเท่านั้นหามิได้ แต่การตั้งอยู่ในอรหัตผลนั้น ย่อมมีได้ด้วยการศึกษาโดยลำดับ ด้วยการทำโดยลำดับ ด้วยความปฏิบัติโดยลำดับ...

ฉะนั้น พระพุทธเจ้า และ พระปัจเจกพุทธเจ้า จะไม่ผ่านการเป็นโสดา สกทาคา อนาคามี อรหันต์ มาก่อน ตามลำดับ อย่างเช่น ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าไม่เคยอยู่เทวโลกชั้นสุทธาวาสมาก่อน เพราะผู้ที่อยู่ชั้นนี้ เป็นพระอนาคามี และพระอนาคามี ก็คือพระสาวก ฉะนั้น จึงหมายความว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยเป็น โสดา สกทาคา อนาคา อรหันต์ ที่เป็นพระสาวก

...ดูก่อนสารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้มีทิฐิอย่างนี้ว่า ความหมดจดย่อมมีได้ด้วยสังสารวัฏ ดูก่อนสารีบุตร ก็สังสารวัฏที่เราไม่เคยท่องเที่ยวไปโดยกาลยืดยาวช้านานนี้ เว้นแต่เทวโลกชั้นสุทธาวาสเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่ายนัก ดูก่อนสารีบุตร ถ้าเราพึงท่องเที่ยวไปในเทวโลกชั้นสุทธาวาส เราก็จะไม่พึงมาสู่โลกนี้อีก...

โชติปาลมาณพ (พระโพธิสัตว์ ) บวชเป็นผู้ปรารถนาพุทธภูมิ ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ก็ไม่ได้บรรลุเป็นพระอริยะสาวก เพราะไม่ใช่ฐานะ เพราะท่านจะเป็นพระพุทธเจ้า

...ธรรมดาพระโพธิสัตว์ย่อมบรรพชาในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็แลครั้นบวชแล้วย่อมไม่เป็นผู้มีเขาอันตกแล้วดุจสัตว์นอกนี้ ตั้งอยู่ในจตุปาริสุทธิศีลแล้วเล่าเรียนพระพุทธพจน์ คือ พระไตรปิฎก สมาทานธุดงค์ ๑๓ เข้าป่า บำเพ็ญคตวัตร และ ปัจจาคตวัตร กระทำสมณธรรมเจริญวิปัสสนา จนถึงอนุโลมญาณจึงหยุด ไม่กระทำความพยายามเพื่อมรรคผลต่อไป แม้โชติปาลมาณพ ก็ได้กระทำอย่างนั้นเหมือนกัน...

แต่ทั้งสามบุคคลนี้ ไม่มีความต่างกันเลยในการหลุดพ้น คือไม่มีกิเลสเหมือนกันหมด นิพพานอันเดียว

...อันที่จริง พระพุทธเจ้าทั้งหลายกับเหล่าพระสาวกไม่มีความแตกต่างกันในการละกิเลสด้วยมรรคนั้น ๆ ก็จริง ถึงกระนั้นก็ยังมีความแตกต่างกัน อยู่ในเรื่องปริญญา (ความรอบรู้)...

ทั้งสามบุคคลนี้ ถ้าปรารถนาแบบไหนแล้วความสำเร็จจะมีได้แน่แล้ว จะเปลี่ยนเป็นอื่นไม่ได้ เช่น พระโพธิสัตว์ที่ได้รับคําพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้ว จะหลุดพ้นในระหว่างที่ยังสร้างยังไม่เต็มนั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ จะไปเป็นพระอริยสาวก หรือ เป็นพระปัจเจกก็ไม่ได้ เช่นเดียวกัน ผู้ที่เป็นพระอริยสาวกแล้ว จะไปเป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้