พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๖ ภาค ๑ - หน้าที่ 495 ( เล่ม 8 )
คามนฺตรํ, สาหํ สงฆํ เอกิสฺสา อาปตฺติยา คามนฺตราย ปกฺข-
มานตฺตํ ยาจึ. ตสฺมา เม สงฺโฆ เอกิสฺสา อาปตฺติยา คามนฺ-
ตราย ปกฺขมานตฺตํ อทาสิ. สาหํ ปกฺขมานตฺตํ จรามิ. เวทยา-
มหํ อยฺเย, เวทิยตีติ มํ สงฺโฆ ธาเรตุ.
ภายหลัง พึงไปบอกในสำนักภิกษุสงฆ์อย่างนี้ว่า อหํ อยฺยา
เอกํ อาปตฺตึ อาปชฺชึ คามนฺตรํ ฯลฯ เวทยามหํ อยฺยา,
เวทิยตีติ มํ สงฺโฆ ธาเรตุ.
แม้ในปักขมานัตนี้ นางภิกษุณีจะบอกด้วยภาษาอย่างใดอย่างหนึ่ง
ก็ควร. พึงนั่งบอกในสำนักแห่งภิกษุณีสงฆ์เท่านั้น. จำเดิมแต่กาลที่บอก
แล้วไป จึงควรไปสู่สำนักแห่งภิกษุทั้งหลาย ถ้าที่นั้นเป็นที่ประกอบ
ด้วยความรังเกียจ. ภิกษุณีทั้งหลายจำนงเฉพาะสถานแห่งภิกษุทั้งหลายใน
ที่เท่านั้น; ภิกษุทั้งหลายพึงคอยอยู่.
ถ้าภิกษุ หรือภิกษุณีรูปอื่น มายังที่นั้น, เมื่อเห็นต้องบอก,
ถ้าไม่บอก เป็นรัตติเฉท, และเป็นทุกกฏ เพราะวัตตเภท. ถ้าเมื่อ
นางภิกษุณีผู้มานัตตจาริกา ไม่รู้ ภิกษุหรือภิกษุณีอื่นล้ำอุปจารเข้ามา
อย่างนั้นแล้ว ไปเสีย. เป็นแต่รัตติเฉท ไม่เป็นทุกกฏเพราะวัตตเภท
ถ้านางภิกษุณีทั้งหลายเป็นผู้ประสงค์จะรีบไปก่อน เพื่อทำวัตรแก่อุปัชฌาย์
เป็นต้น พึงเว้นนางภิกษุณีไว้ ๑ รูปเพื่อป้องกันรัตติวิปปวาสาบัติ คณ-
โอหายนาบัติ และคามันตราบัติ จึงไป. เมื่ออรุณขึ้นแล้ว นางภิกษุณี
นั้น พึงเก็บวัตรในสำนักนางภิกษุณีรูปนั้น. นางภิกษุณีนั้น พึงประพฤติ