พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 643 ( เล่ม 6 )

ว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบ สงฆ์พึงกล่าวว่าเราจักพิจารณาแล้วจักรู้ ดังนี้ ปวารณา
เถิด.
ข้อว่า อิทํ วตฺถุญฺจ ปุคฺคโล จ ปญฺญายติ มีความว่า ภิกษุนั้น
ได้เห็นที่ซึ่งพวกโจรจับปลาปิ้งกิน และสถานที่อาบด้วยของหอมเป็นต้น ตาม
นัยก่อนนั่นเอง เมื่อสำคัญว่า นี่คงเป็นกรรมของบรรพชิตจึงกล่าวอย่างนั้น.
ข้อว่า อิทาเนว นํ วเทหิ มีความว่า ท่านจะบอกตัวบุคคลที่ท่าน
รังเกียจด้วยวัตถุนั้น ในบัดนี้แล. ก็แลจำเติมแต่กาลที่ได้เห็นแล้ว เพราะเห็น
วัตถุและบุคคลครบทั้งสองนี้ สงฆ์ต้องวินิจฉัยก่อน จึงปวารณาได้.
สองบทว่า กลฺลํ วจนาย มีความว่า สมควรโจท ด้วยคำโจทที่
สมควร๑.
ถามว่า เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า เพราะวัตถุยังมิได้วินิจฉัยก่อนแต่ปวารณา และเพราะบุคคล
ซึ่งได้เห็นแล้ว ถูกโจทภายหลังแต่ปวารณา.
ข้อว่า อุกฺโกถฏนกํ ปาจิตฺติยํ มีความว่า จริงอยู่ ภิกษุทั้งหลาย
เห็นวัตถุและบุคคลครบทั้งสองนี้แล้ว วินิจฉัยเสร็จก่อนแต่ปวารณาแล้ว จึง
ปวารณา เพราะฉะนั้น จึงเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้รอปวารณานั้นอีก.
วินิจฉัยในข้อว่า เทฺว ตโย อุโปสเถ จาตุทฺทสิเก กาตุํ นี้พึง
ทราบดังนี้:-
๒ อุโบสถ คือ ที่ ๔ กับที่ ๕ เป็นจาตุททสี. อนึ่ง อุโบสถที่ ๓ แม้
ตามปกติ ย่อมเป็นจาตุททสีเหมือนกันฉะนั้นแล. เพราะเหตุนั้น ๒ อุโบสถ
๑. ปาฐะในอรรถกถาเป็น กลฺลโจเทตุํ วฏฺฏติ แต่น่าจะเป็น กลฺลํ โจทนาย โจเทตุํ วฏฺฏ
ติ
แปลว่า สมควรเพื่อการโจท คือ ควรที่จะโจท.

643