พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 317 ( เล่ม 6 )
แต่ถ้าถึงในเวลาถือ (เพศ) เขามีความคิดเกิดขึ้นว่า เราจักบอก แม้
ไปวิหารแล้ว ย่อมบอก; ผู้นี้ย่อมได้บรรพชาอีก.
ก็หรือว่า สามเณรหนุ่มอื่นอีก เป็นคนใหญ่ แต่โง่ไม่ฉลาด เธอ
สึกแล้วโดยนัยก่อนนั่นแล ไม่อยากทำกิจมีเฝ้าโคเป็นต้นในเรือนญาติทั้งหลาย
ให้เขานั้นนุ่งห่มผ้ากาสายะเหล่านั้นเอง แล้วให้ภาชนะหรือบาตรในมือขับออก
จากเรือนว่า เจ้าจงไปเป็นสมณะเถอะ. เขาไปวิหาร ภิกษุทั้งหลายไม่ทราบ
เขาเลยว่า ผู้นี้สึกแล้วบวชเอาเองอีก ทั้งตัวเองก็ไม่ทราบว่า ผู้ใดบวชอย่าง
นั้น ผู้นั้นย่อมเป็นคนที่ชื่อเถยยสังวาสก์.
ถ้าภิกษุทั้งหลายให้อุปสมบทเขาผู้มีกาลฝนครบ ๒๐ เขาก็เป็นอันอุป-
สมบทดีแล้ว. แต่ถ้าในเวลาที่คนยังเป็นอนุปสัมบันนั่นเอง เมื่อการวินิจฉัย
วินัยเป็นไปอยู่เขาได้ฟังว่า ผู้ใดบวชอย่างนั่น ผู้นั้นย่อมเป็นคนที่ชื่อเถยย-
สังวาสก์ เขาพึงบอกแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าได้ทำอย่างนั้น ด้วยประการ
อย่างนี้ เขาย่อมได้บรรพชาอีก. ถ้าไม่บอกด้วยคิดว่า บัดนี้ใคร ๆ ไม่รู้เลย
พอทอดธุระเขาย่อมเป็นคนเถยยสังวาสก์.
ภิกษุลาสิกขาละเพศแล้วทำทุศีลกรรมก็ตาม ไม่ทำก็ตาม ปฏิบัติวิธี
ต่างด้วยนับพรรษาเป็นต้น ซึ่งกล่าวแล้วในหนหลังทั้งหมด; ย่อมเป็นคน
เถยยสังวาสก์.
ไม่ได้ลาสิกขา คงตั้งอยู่ในเพศของตน เสพเมถุน ใช้วิธีต่างด้วยนับ
พรรษาเป็นต้น ไม่เป็นคนเถยยสังวาสก์. ย่อมได้เพียงบรรพชา. แต่ใน
อันธกอรรถกถาแก้ว่า ผู้นี้เป็นคนเถยยสังวาสก์ คำนั้น ไม่ควรถือเอา.