พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 79 ( เล่ม 6 )

เป็นคนมีชื่อเสียง มียศ บัดนี้ พวกฉันได้อาศัยเธอแล้ว จักไม่ลำบากด้วยปัจจัย.
ถ้อยคำที่ไม่ใช่คำชักนำอย่างอื่น ก็ไม่ควรพูดเหมือนกัน. ที่ถูกควรพูดแก่เขาว่า
ผู้มีอายุ เธอจงใคร่ครวญดูให้ดี จงคุมสติ แล้วพึงสอนตจปัญจกกัมมัฏฐาน๑ ให้
และเมื่อบอก พึงชี้แจงให้ชัดเจนถึงข้อที่ส่วนทั้ง ๕ นั้น เป็นของไม่สะอาด
น่าเกลียด ปฏิกูล ด้วยอำนาจสี สัณฐาน กลิ่น ที่อาศัย และโอกาส หรือข้อที่ส่วน
ทั้ง ๕ นั้น ไม่ใช่ผู้เป็นอยู่ ไม่ใช่สัตว์ ก็ถ้าในกาลก่อน เขาเป็นผู้เคยพิจารณา
สังขาร เจริญภาวนามา เป็นเหมือนผีที่แก่เต็มที่คอยรอการบ่งด้วยหนาม และ
เป็นเหมือนดอกปทุมที่แก่ คอยรอพระอาทิตย์ขึ้น ทีนั้นเมื่อการพิจารณา
กัมมัฏฐาน สักว่าเขาปรารภแล้ว ญาณที่จะบดกิเลสเพียงดังภูเขาให้แหลกไป
นั่นแล ย่อมเป็นไป ราวกะอาวุธของพระอินทร์แล่งภูเขาให้แหลกละเอียดไป
ฉะนั้น. เขาย่อมบรรลุพระอรหัตในเวลาปลงผมเสร็จทีเดียว. จริงอยู่ แต่แรก
ทีเดียว กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้สำเร็จพระอรหัต ในขณะปลงผมเสร็จ
กุลบุตรเหล่านั้นทั้งหมด ได้การฟังเห็นปานนี้ อาศัยนัยซึ่งอาจารย์ผู้เป็นกัลยาถ-
มิตรให้ จึงได้สำเร็จ ไม่ได้อาศัยแล้วหาสำเร็จไม่ เพราะเหตุนั้น อุปัชฌาย์
จึงควรกล่าวถ้อยคำเช่นนั้นแก่เขา อนึ่ง เมื่อปลงผมเสร็จแล้ว ควรใช้ขมิ้นผง
หรือกระแจะทาศีรษะและร่างกายกำจัดกลิ่นคฤหัสถ์เสียแล้ว พึงให้รับผ้ากาสายะ
๓ ครั้ง หรือ ๒ ครั้ง หรือครั้งเดียวก็ได้. แม้ถ้าอาจารย์หรืออุปัชฌาย์ จะ
ไม่มอบให้ในมือของเขา จะนุ่งห่มให้เองทีเดียว ข้อนั้นก็สมควร แม้ถ้าว่าจะ
สั่งคนอื่นเป็นภิกษุหนุ่มก็ตาม สามเณรก็ตาม อุบายสกก็ตาม ว่าผู้มีอายุ ท่าน
จงถือเอาผ้ากาสายะเหล่านั้น นุ่งห่มให้ผู้นี้ หรือจะสั่งกุลบุตรนั้นแหละว่า เธอจง
ถือเอาผ้ากาสายะเหล่านี้ ไปนุ่งห่มควรทุกอย่าง. จริงอยู่ ผ้ากาสายะนั้นทั้งหมด
เป็นอันภิกษุนั้นเทียวให้แล้ว. แต่เขานุ่งหรือห่ม ผ้านุ่งหรือผ้าห่มอันใด โดย
๑. ผม. ขน. เล็บ. ฟัน, หนัง.

79