พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ เล่ม ๓ - หน้าที่ 457 ( เล่ม 5 )
อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑๐ พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า อนาปุจฺฉา แปลว่า ไม่บอกกล่าว. พวกภิกษุณีควรบอก
กล่าว ๒ ครั้ง คือ ในคราวบรรพชาครั้ง ๑ ในคราวอุปสมบทครั้ง ๑. แต่พวก
ภิกษุแม้เมื่อบอกกล่าวคราวเดียว ก็ควร.
บทว่า อชานนฺตี ได้แก่ ไม่รู้ว่ามารดาเป็นต้น ยังมีอยู่. คำที่เหลือ
ตื้นทั้งนั้น.
สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานที่สำคัญไม่ซ้ำก่อน ๔ สมุฏฐาน เกิดขึ้นทาง
วาจา ๑ ทางกายกับวาจา ๑ ทางวาจากับจิต ๑ ทางกายวาจากับจิต ๑. คือ
อย่างไร คือภิกษุณีนั่งในขัณฑสีมา ด้วยกิจที่ควรทำบางอย่างนั่นแล ในกรรม
มีอัพภานกรรมเป็นต้น กล่าวว่า พวกท่านจงเรียกสิกขมานามา พวกเราจัก
ให้เธออุปสมบท ในขัณฑสีมานี้แหละ แล้วอุปสมบทให้ อย่างนี้ชื่อว่า เกิด
ขึ้นทางวาจา ๑. เมื่อภิกษุณีกล่าวตั้งแต่สำนักที่อยู่ว่า เราจักให้อุปสมบท แล้ว
เดินไปยังขัณฑสีมา ชื่อว่า เกิดขึ้นทางกายกับวาจา ๑. เมื่อภิกษุณีไม่รู้เลยว่า
เป็นข้อที่ทรงบัญญัติห้ามไว้ ทำการล่วงละเมิด ในฐานะทั้ง ๒ ชื่อว่า เกิดขึ้น
ทางวาจากับจิต ๑ ทางกายวาจากับจิต ๑. เป็นทั้งกิริยา ทั้งอกิริยา เพราะไม่
ให้ขออนุญาตดูก่อนแล้วให้อุปสมบท เป็นโนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติ-
วัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ แล.
อรรถกถากุมารีภูตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ จบ