อ้างจุดประสงค์อย่างหนึ่งในการรับเงิน แต่เอาไปใช้จ่ายในจุดประสงค์อย่างอื่น เป็นปาราชิกเลยนะ

อ้างจุดประสงค์อย่างหนึ่งในการรับเงิน แต่เอาไปใช้จ่ายในจุดประสงค์อย่างอื่น เอามาเป็นของตนเอง เป็นปาราชิกเลยนะ ไม่ได้ยากนะ พระที่ไปยุ่งเกี่ยวกับเงินทอง อันตราย เราจะไม่ได้มองว่าเขาต้องแค่นิสสัคคิยปาจิตตีย์เท่านั้น แต่เราตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยว่าไม่ใช่พระแล้ว เพราะเชื่อได้ยาก

จริงอยู่ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง แอบทำโจรกรรมมีการตัดที่ต่อเป็นต้นลักทรัพย์ซึ่งมีเจ้าของ ในเวลากลางคืนหรือกลางวัน หรือหลอกลวงฉ้อเอาด้วยเครื่องตวงโกง และกหาปณะปลอมเป็นต้น, อวหารของภิกษุรูปนั้นนั่นแลผู้ถือเอาทรัพย์นั้น พึงทราบว่า เป็นเถยยาวหาร

ส่วนความประกอบอำนาจเอกภัณฑะ พึงทราบดังนี้ :- ทาสก็ดีสัตว์ดิรัจฉานก็ดี ซึ่งมีเจ้าของ ภิกษุตู่เอาก็ดี ลักไปก็ดี ฉ้อไปก็ดี ให้อิริยาบถกำเริบก็ดี ให้เคลื่อนจากฐานก็ดี ให้ก้าวล่วงเลยที่กำหนดไปก็ดี โดยนัยมีตู่เอาเป็นต้น ตามที่กล่าวแล้ว นี้เป็นความประกอบด้วยอำนาจเอกภัณฑะ ในบทว่าอาทิเยยฺย เป็นต้นนี้

พระยักยอกทรัพย์แล้วเสพเมถุน ที่จริงเขาปาราชิกข้อขโมยแล้ว ไม่ได้ปาราชิกข้อเสพเมถุน หมายความว่า ตอนที่เขาเสพเมถุนนั้น เขาเป็นอนุปสัมบันเสพเมถุน ไม่ใช่อุปสัมบันเสพเมถุน เพราะปาราชิกข้อขโมยไปแล้ว อาบัติปาราชิกต้องได้แค่ครั้งเดียว ต้องครั้งที่สองไม่มี เพราะพระปาราชิกเป็นอนุปสัมบัน ไม่ใช่อุปสัมบัน