ไม่พึงปรักปรำภาษาชนบท พระพุทธเจ้าให้กล่าวธรรมในภาษาที่เข้าใจ

ความหมายของหลักธรรมข้อนี้ คือ ไม่ให้ไปยึดเอาเรื่องภาษามาเป็นประเด็น แต่ให้เข้าใจเนื้อความ ไม่ใช่ให้ยึดทิฏฐิของตนเองเท่านั้นว่าถูกอย่างเดียว อย่างอื่นผิด สมจริงเหมือนดังที่ตรัสไว้ว่า "นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า [อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ] อย่างนี้แล ชื่อว่าเป็นการปรักปรำภาษาชนบท"

...[๖๖๒] ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ไม่พึงปรักปรำภาษาชนบท ไม่พึงล่วงเลยคำพูดสามัญเสีย นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อย่างไรเล่า เป็นการปรักปรำภาษาชนบท และเป็นการล่วงเลยคำพูดสามัญ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภาชนะนั้น แลในโลกนี้ ในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า ปาตีในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า ปัตตะ ในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า ปิฏฐะในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า สราวะ ในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า หโรสะในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า โปณะ ในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า หนะในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า ปิปิละ ภิกษุพูดปรักปรำโดยประการที่ชนทั้งหลายหมายรู้เรื่องภาชนะนั้นกันดังนี้ ในชนบทนั้น ๆ ตามกำลังและความแน่ใจว่า นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า อย่างนี้แล ชื่อว่าเป็นการปรักปรำภาษาชนบทและเป็นการล่วงเลยคำพูดสามัญ....

จุดประสงค์ของการเผยแผ่ธรรม คือ ให้สัตว์โลกเข้าใจ ไม่ใช่ให้สัตว์โลกไม่เข้าใจ จะให้สัตว์โลกเข้าใจ ก็ต้องพูดภาษาถิ่นนั้นๆที่สัตว์โลกเข้าใจ หลักข้อคิดง่ายๆ ไม่ได้ซับซ้อนเลย พระศาสดาสอนไว้หมดแล้ว แต่คนก็ไปคิดเสริมแต่งเอาเองว่า ต้องเป็นภาษานี้เท่านั้น ภาษาอื่นผิด

...ในการทรงแสดงพระธรรมเทศนาทั้ง ๒ อย่างนั้น มีข้อเปรียบเทียบดังต่อไปนี้ อุปมาเหมือนอาจารย์ผู้บรรยายไตรเพท รู้ภาษาถิ่น เมื่อพูดภาษาทมิฬ นักเรียนพวกใดเข้าใจความหมาย ก็จะบอกเขาเหล่านั้นด้วยภาษาทมิฬ แต่ถ้าพวกใดเข้าใจความหมายด้วยภาษาใดภาษาหนึ่งในจำนวนภาษาทั้งหลาย มีภาษาอันธกะ เป็นต้น ก็จะบอกเขาเหล่านั้นด้วยภาษานั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น มาณพน้อย (นักเรียน) เหล่านั้นได้อาศัยอาจารย์ผู้ฉลาด หลักแหลม จะเรียนศิลปะได้เร็วทีเดียว ฉันใด ในข้ออุปไมยนั้น ก็ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พึงทราบว่าเหมือนอาจารย์ พระไตรปิฎกที่อยู่ในภาวะที่จะต้องทรงสอนเหมือนไตรเพทพระปรีชาฉลาดในสมมติ และปรมัตถ์ เหมือนความฉลาดในภาษาถิ่น...

เก่งบาลีเฉยๆ ไม่ได้หมายความว่า จะรู้เนื้อความภาษิตของพระพุทธเจ้า เช่น บางคนเก่งบาลี แต่เข้าใจพระวินัย หรือ พระสูตรได้ไม่เท่าผู้ที่ไม่เก่งบาลีก็มี เพราะการที่จะเข้าใจหลักธรรมได้นั้น มันขึ้นอยู่กับว่าได้เรียน ได้สร้างบารมีมานานหลายๆชาติแล้ว ไม่ใช่จะมานับเอาว่าเก่งภาษาในปัจจุบันนี้ก็จะเข้าใจเนื้อความพระธรมได้เลย แม้แต่สอนธรรมในภาษาถิ่นของตนเอง ยังไม่รู้เรื่องเลย แต่ก็ไปสอนธรรมเป็นภาษาอังกฤษ แบบนี้ก็มี