พระที่ต้องปาราชิกแต่ไม่สึก ไม่ทำตนให้แจ้ง เป็นเถยยสังวาสก์

เถยยสังวาสก์มีอยู่ 2 องค์ประกอบ คือ 1. ไม่ใช่อุปสัมบัน 2. ทำตัวเป็นอุปสัมบัน (นุ่งห่ม เข้าในสังฆกรรม) โดยมีจุดประสงค์ให้คนรู้ว่าตนเป็นอุปสัมบัน

ทีนี้มาวิเคราะห์ดู ... พระที่ต้องปาราชิกแล้วจะขาดจากการเป็นอุปสัมบันโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่อุปสัมบันแล้ว ไม่เกี่ยวว่าจะสึกหรือไม่ เพราะคำว่า "สงฆ์ไม่พึงอุปสมบทให้" มีความหมายว่า ผู้นั้นอยู่ในสถานะอนุปสัมบันแล้ว จึงห้ามอุปสมบท ดูเพิ่ม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดแลเป็นภิกษุ ไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้งเสพเมถุนธรรม ผู้นั้นมาแล้ว สงฆ์ไม่พึงอุปสมบทให้

เมื่อไม่ใช่อุปสัมบัน แต่ยังนุ่งห่มผ้าอยู่ ยังเข้าในสังฆกรรมอยู่ ไม่ทำตนให้แจ้ง แต่ปิดบังไว้ให้คนอื่นเข้าใจว่าตนยังเป็นพระอยู่ เพื่อความอยู่เป็นสุขสําราญ เหมือนในต้นเรื่องบัญญัติเลย มันก็เข้าหมดทั้งสองข้อ จึงเรียกว่าเถยยสังวาสก์ นอกจากนี้แล้ว ในกฎหมายก็มี ห้ามแต่งกายเลียนแบบสงฆ์

ที่จริงแล้วก็มีอรรถกถาที่ทั้งอธิบายว่าเป็นเถยยสังวาสก์และไม่เป็น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ศึกษาควรเทียบพุทธพจน์ด้วยตามที่กล่าวไว้ข้างต้น เพราะอรรถกถาจะขัดกับพุทธพจน์ไม่ได้

ไม่ได้ลาสิกขา คงตั้งอยู่ในเพศของตน เสพเมถุน ใช้วิธีต่างด้วยนับพรรษาเป็นต้น ไม่เป็นคนเถยยสังวาสก์ ย่อมได้เพียงบรรพชา แต่ในอันธกอรรถกถาแก้ว่า ผู้นี้เป็นคนเถยยสังวาสก์ คำนั้น ไม่ควรถือเอา

...คนเถยยสังวาสก์ทั้ง ๓ ชนิดนี้ เป็นอนุปสัมบัน ไม่ควรให้อุปสมบท...

กระทู้เกี่ยวข้อง :   # รวมกระทู้เกี่ยวกับประเด็นพระปาราชิกไม่ใช่อุปสัมบัน