พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ไม่ได้ตรัสรู้แค่ธรรมที่เอามาสอน

จริงอยู่ เวลาพระพุทธเจ้ายกเอาอริยสัจ 4 มาแสดงให้สัตว์โลกได้ฟัง ท่านบอกว่าท่านได้ตรัสรู้อริยสัจ 4 แต่การที่ท่านบอกว่า ได้ตรัสรู้อริยสัจ 4 เพื่อประกอบในการแสดงธรรมบทนั้นๆ มันไม่ได้หมายความว่า ท่านจะรู้แค่อริยสัจ 4 นะ

...[๑๗๐๓] กรุงสาวัตถี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ทุกขอริยสัจ ฯลฯ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ อริยสัจ ๔ ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะได้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการนี้แล ตามความเป็นจริง ตถาคต เขาจึงกล่าวว่า เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายกระทำความเพียร เพื่อรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา...

...พระอรหันตสัมมาสัมมาพุทธเจ้าทั้งหมดนั้น ตรัสรู้อยู่ซึ่งอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุnข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา...

เพราะว่า ในสูตรอื่น ๆ ท่านตรัสว่า "ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ" ทีนี้คำว่า ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ รวบยอดดหมดเลย ไม่ได้หมายความว่า รู้แค่อริยสัจ 4 เท่านั้น อันที่ชั่ว อันที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ก็รู้ ไม่ได้หมายความว่า ท่านจะรู้แค่อันที่ดี ไม่ใช่นะ ธรรมฝ่ายชั่วท่านก็รู้ แต่ท่านไม่เอามาบอก

...คือ สถานที่ควรเห็นควรให้เกิดความสังเวชแห่งกุลบุตรผู้มีศรัทธาว่า พระตถาคตประสูติ ณ ที่นี้ ๑ พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ที่นี้ ๑ พระตถาคตทรงประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยม ณ ที่นี้ ๑ พระตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ณ ที่นี้ ๑...

...อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว...

...ข้อนี้เป็นอย่างนั้น อานนท์ในกาลทั้ง ๒ กายของตถาคต ย่อมบริสุทธิ์ ฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก ในกาลทั้ง ๒ เป็นไฉน คือ ในเวลาราตรีที่ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ๑ ในเวลาราตรีที่ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนีพพานธาตุ ๑...

...ดูก่อนจุนทะ ตถาคตย่อมตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในราตรีใดก็ดี ย่อมปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในราตรี ใดก็ดี ตถาคตย่อมกล่าว ย่อมแสดงซึ่งสิ่งใดในระหว่างนี้ สิ่งนั้นทั้งหมดย่อมเป็นอย่างนั้นทีเดียว ย่อมไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นชาวโลกจึงเรียกว่า ตถาคต...

...ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง ก็เราเห็นเปรตนั่นในวันบรรลุสัมโพธิญาณเหมือนกัน แต่เราไม่กล่าว เพราะเอ็นดูคนอื่นว่า ' ชนเหล่าใด ไม่เชื่อคำของเรา ความไม่เชื่อนั้น พึงเป็นไปเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเหล่านั้น"...

พระองค์เปรียบพระธรรมเหมือนใบประดู่ลาย 2-3 ใบที่หล่นจากต้น เปรียบสิ่งที่ตรัสรู้มีมากเหมือนใบทั้งต้น ฉะนั้น อันที่พระองค์รู้นั้นมีมากกว่าที่คัดสรรเอามาสอน ที่มีเพียงน้อยนิด สิ่งที่ท่านรู้ เรียกว่า ธรรมะ หรือ ธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง ส่วนสิ่งที่คัดสรรเอามาสอน เรียกว่า พระธรรม

...เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบ ที่เราถือด้วยผ่ามือกับใบที่บนต้น ไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือด้วยฝ่าพระหัตถ์มีประมาณน้อย ที่บนต้นมากกว่า พระเจ้าข้า พ. อย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอ ทั้งหลายมีมาก ก็เพราะเหตุ ไร เราจึงไม่บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่พรหมจรรย์เบื้องต้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ นิพพานเพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บอก...

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงพาเรียกว่า ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ รู้ธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง ท่านไม่ได้ตรัสรู้แค่พระธรรมที่เอามาสอน อย่างเช่น คำว่า "ธรรมที่เราตรัสรู้" ในสูตรนี้ ไม่ได้หมายถึง ตรัสรู้แค่พระธรรมที่เอามาสอนเท่านั้น แต่หมายถึง ธรรมะ หรือ ธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงที่พระองค์รู้

...เรายังไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ ยิ่งกว่าตน ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ซึ่งเราควรสักการะเคารพแล้วอยู่ อย่ากระนั้นเลย เราควรสักการะเคารพธรรมที่เราตรัสรู้นั้นแหละ แล้วอาศัยอยู่...

แม้แต่ร่างกายท่านยังไม่เรียกว่าพุทธะเลย แต่คนสมัยนี้ เอาดินเอาปูน (ที่ไม่เกี่ยวข้องแม้แต่กายของท่านเลย) มาตั้ง แล้วบอกว่าเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า เปรียบให้เป็นธาตุดิน เปรียบให้เป็นของต่ำๆ เป็นบาป

กระทู้เกี่ยวข้อง :  #ธรรมะคืออะไร ?  #“ธรรมที่เราตรัสรู้” ไม่ได้หมายถึงพระธรรมที่เป็นคำสอน พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้แค่อริยสัจ 4