พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 485 ( เล่ม 3 )
จะประณีตของอุบาสกนั้น มีอยู่, เพราะเหตุนั้น อุบาสกนั้นจึงชื่อว่า
กัลยาณภัตติกะ อุบาสกนั้น ปรากฏชื่อตามภัตนั่นแล เพราะเป็นผู้ถวาย
ภัตประณีต.
สองบทว่า จตุกฺกภตฺตํ เทติ ได้แก่ ถวายภัตตาหารวันละ ๔ ที่.
แต่โดยโวหารแห่งตัทธิตท่านกล่าวว่า จตุกภัต.
สองบทว่า อุปติฏฺฐิตฺวา ปริวิสติ มีความว่า อุบาสกนั้นสละการ
งานทั้งหมด กระทำการบูชาและสักการะ แล้วยืนอังคาสอยู่ในที่ใกล้ๆ.
สองบทว่า โอทเนน ปุจฺฉนฺติ มีความว่า พวกคนถือข้าวสุกเข้า
ไปหาแล้ว ถามว่า กระผมจะถวายข้าวสุก หรือขอรับ ? อย่างนี้ เป็น
ตติยาวิภัตติ ลงโนอรรถแห่งกรณะ. ในสูปะเป็นต้นก็มีนัยอย่างนี้.
บทว่า สฺวาตนาย มีความว่า การฉันภัตตาหารอันมีในวันพรุ่งนี้
ชื่อว่า สวาตนะ เพื่อประโยชน์แก่การฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้นั้น ชื่อว่า
สฺวาตนาย. มีคำอธิบายว่า เพื่อประโยชน์แก่การฉันภัตตาหาร ที่ควร
กระทำในวันรุ่งขึ้น.
สองบทว่า อุทฺทิฏฐํ โหติ ได้แก่ เป็นของอันภัตตุทเทสก์ถวาย
ให้ถึงแล้ว.
พระเถระไม่ได้คำนึงถึง จึงกล่าวคำนี้ว่า เมตฺติยภุมฺมชกานํ โข
คหปติ ดังนี้.
จริงอยู่ ความที่ภิกษุเมตติยะและภุมมชกะนั้น เป็นผู้มีบุญน้อย มี
พลังอย่างนี้ แม้พระอรหันต์ทั้งหลายเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยความเป็นผู้มีสติ
อันไพบูลย์ ก็ไม่มีความคำนึงถึง.
ด้วยคำว่า เช ในคำว่า เย เช นี้ คหบดี ร้องเรียกนางทาสี.