จีวรเหล่านั้น ย่อมเป็นของสงฆ์ในที่ ๆ เธอไปถึงแล้ว ๆ เท่านั้น ผ้า
สักว่าอันภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วเท่านั้น เป็นประมาณในการถือเอาจีวรนี้: เพราะ
เหตุนั้น หากภิกษุบางพวกเดินสวนทางนา ถามว่า ไปไหนคุณ ได้ฟังเนื้อ
ความนั้นแล้วกล่าวว่า เราทั้งหลายไม่เป็นสงฆ์หรือคุณ ? แล้วแบ่งกันถือเอา
ในที่นั้นทีเดียว เป็นอันถือเอาด้วยดี. แม้ถ้าว่า ภิกษุนั้นและออกจากทาง เข้า
สู่วัดหรืออาสนศาลาบางแห่งก็ดี เมื่อเที่ยวบิณฑบาต เข้าสู่เฉพาะเรือนหลัง
หนึ่งก็ดี ก็แล ภิกษุทั้งหลายในที่นั้น เห็นเธอแล้วถามเนื้อความนั้นแล้วแบ่ง
กันถือเอา เป็นอันถือเอาด้วยดีเหมือนกัน.
วินิจฉัยในข้อว่า อธิฏฺฐาตุํ นี้ พึงทราบดังนี้:-
อันภิกษุผู้จะอธิษฐาน พึงรู้จักวัตร ความพิสดารว่า ภิกษุนั้นพึงที่
ระฆังประกาศเวลาแล้ว คอยหน่อยหนึ่ง ถ้าภิกษุทั้งหลายมาตามสัญญาระฆัง
หรือตามกำหนดเวลา พึงแบ่งกับภิกษุเหล่านั้น; ถ้าไม่มา พึงอธิษฐานว่า จีวร
เหล่านี้ ถึงแก่เรา เมื่ออธิษฐานแล้วอย่างนั้น จีวรทั้งปวงเป็นของเธอเท่านั้น.
ส่วนลำดับไม่คงอยู่. ถ้ายกขึ้นที่ละผืน ๆ ถือเอาอย่างนี้ว่า นี้ส่วนที่ ๑ ถึง
แก่เรา นี่ส่วนที่ ๒, อันจีวรทีเธอถือเอาแล้ว เป็นอันถือเอาแล้วด้วยดี; แต่
ลำดับคงตั้งอยู่. จีวรเป็นอันภิกษุผู้แม้ให้ถึงถือเอาอยู่อย่างนั้น อธิษฐานแล้ว
เหมือนกัน แต่ถ้าภิกษุดีระฆังหรือไม่ดีก็ตาม ประกาศเวลาหรือไม่ประกาศก็
ตาม ถือเอาด้วยทำในใจว่า ที่นี่มีแต่เราเท่านั้น จีวรเหล่านี้ย่อมเป็นของเฉพาะ
เรา จีวรเหล่านั้น เป็นอันถือเอาไม่ชอบ. หากเธอถือเอาด้วยทำในใจว่า ที่นี่
ไม่มีใคร ๆ อื่น จีวรเหล่านี้ย่อมถึงแก่เรา เป็นอันถือเอาด้วยดี.
สองบทว่า ปาติเต กุเส มีความว่า เมื่อสลากในส่วนอันหนึ่งสักว่า
ให้จับแล้ว แม้ถ้ามีภิกษุตั้งพันรูป จีวรชื่อว่าอันภิกษุทั้งปวงถือเอาแล้ว แท้.