พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 358 (เล่ม 37)

ด้วยวิชชา ๓ อย่างนี้ และการเกิดของเรานั้น เป็นของประเสริฐ
งาม บริสุทธิ์. ก็เมื่อทรงแสดงอย่างนี้ ได้ประกาศพระสัพพัญญูคุณ
แม้ทั้งหมดด้วยวิชชา ๓ อย่างนี้ คือประกาศอตีตังสญาณด้วย
บุพเพนิวาสญาณ ประกาศปัจจุบันนังสญาณและอนาคตังสญาณ
ด้วยทิพยจักษุญาณ ประกาศโลกิยคุณและโลกุตตรคุณทั้งสิ้นด้วย
อาสวักขยญาณ ทรงแสดงความที่พระองค์ก็เป็นผู้เจริญที่สุด และ
ประเสริฐสุดด้วยอริยชาติ การเกิดอันประเสริฐแก่พราหมณ์.
บทว่า เอวํ วุตฺเต เวรญฺโช พฺราหฺมโณ ความว่า เมื่อพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงอนุเคราะห์ชาวโลก เมื่อจะทรงอนุเคราะห์
พราหมณ์ ตรัสภาวะที่พระองค์เป็นผู้เจริญที่สุดและประเสริฐที่สุด
ด้วยอริยชาติการเกิดอันประเสริฐแม้ที่ควรปกปิด ด้วยพระธรรม
เทศนาอันประกาศวิชชา ๓ อย่างนี้ เวรัญชพราหมณ์มีกายและ
จิตเต็มด้วยความซาบซ่านแห่งปีติ เข้าใจถึงความที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้า เป็นผู้เจริญที่สุดและประเสริฐที่สุดด้วยการเกิดอันประเสริฐนั้น
ได้ตำหนิตนว่า เราได้กล่าวหาพระสัพพัญญูผู้ประกอบด้วยคุณ
ทั้งปวง ผู้เจริญที่สุดในโลกทั้งปวง เช่นว่า ไม่ทำกรรมมีการกราบ
เป็นต้นแก่คนอื่น น่าติจริงหนอพราหมณ์ ช่างไม่รู้ จึงตกลงใจว่า
บัดนี้ ท่านผู้นี้เป็นผู้เจริญที่สุด เพราะเกิดก่อนด้วยอริยชาติ ความ
เกิดอันประเสริฐในโลก เป็นผู้ประเสริฐที่สุด เพราะไม่มีผู้ทัดเทียม
ด้วยคุณทั้งปวง แล้วได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ท่านพระโคดมเป็นผู้เจริญที่สุด ท่านพระโคดมเป็นผู้ประเสริฐที่สุด
ก็แลครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว เมื่อจะชมเชยพระธรรมเทศนาของ

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 359 (เล่ม 37)

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นต่อไป จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อภิกฺกนฺตํ โภ
โคดม ไพเราะจริง ท่านพระโคดม. คำนั้นมีเนื้อความดังกล่าวแล้ว
นั่นแล.
จบ อรรถกถาเวรัญชสูตรที่ ๑

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 360 (เล่ม 37)

๒. สีหสูตร
[๑๐๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฆาคาร-
ศาลา ป่ามหาวัน ใกล้กรุงเวสาลี สมัยนั้นแล เจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียง
เป็นจำนวนมาก นั่งประชุมกันที่สัณฐาคาร กล่าวสรรเสริญ พระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย.
ก็สมัยนั้นแล สีหเสนาบดี สาวกของนิครนถ์นั่งอยู่ในบริษัทนั้น
ลำดับนั้นสีหเสนาบดีได้มีความคิดดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์นั้น จักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย
จริงอย่างนั้น เจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อจำนวนมากประชุมกันที่สัณฐาคาร
กล่าวสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์โดยอเนกปริยาย
ผิฉะนั้น เราพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระองค์นั้นเถิด ลำดับนั้น สีหเสนาบดีเข้าไปหานิครนถ์นาฏบุตร
ถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว จึงกล่าวกะนิครนถ์นาฏบุตรว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ข้าพเจ้าปรารถนาจะเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดม.
นิครนถ์นาฏบุตรกล่าวว่า ดูก่อนสีหะ ก็ท่านเป็นกิริยวาท
จักเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมเป็นอกิริยวาททำไม เพราะพระ-
สมณโคดมเป็นอกิริยวาท จึงแสดงธรรมเพื่อกิริยวาท และแนะนำ
พวกสาวกด้วยอกิริยวาทนั้น ครั้งนั้น การตระเตรียมที่จะเข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าของสีหเสนาบดี ระงับไป.
แม้ครั้งที่สอง เจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก ได้นั่ง
ประชุมกันที่สัณฐาคาร กล่าวสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 361 (เล่ม 37)

พระสงฆ์ โดยอเนกปริยา แม้ครั้งที่สอง สีหเสนาบดีก็มีความคิด
ดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จักเป็นพระอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย... การตระเตรียมที่จะเข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าของสีหเสนาบดีระงับไป,
แม้ครั้งที่สาม เจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก นั่งประชุม
กันที่สัณฐาคาร กล่าวสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
โดยอเนกปริยาย แม้ครั้งที่สาม สีหเสนาบดีก็มีความคิดดังนี้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยไม่ต้องสงสัย จริงอย่างนั้น เจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก
นั่งประชุมกันที่สัณฐาคาร กล่าวสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย พวกนิครนถ์ทั้งหลาย เราจะลาหรือ
ไม่ลา จักทำอะไรเราได้ ผิฉะนั้นเราจะไม่ลาละ พึงเข้าเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเถิด.
ลำดับนั้น สีหเสนาบดีออกจากกรุงเวสาลี ในเวลายังวัน
พร้อมด้วยรถประมาณ ๕๐๐ คัน เพื่อเฝ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้นไปด้วยยานเท่าที่ยานจะไปได้ แล้วลงจากยานเดินตรงเข้าไป
ยังอาราม แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวาย
บังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มี-
พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมา
ดังนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นอกิริยวาท ย่อมแสดงธรรมเพื่ออกิริยวาท
และแนะนำสาวกด้วยอกิริยวาทนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ชนเหล่าใด
กล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นอกิริยวาท ย่อมแสดงธรรมเพื่อ

361
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 362 (เล่ม 37)

อกิริยวาท และแนะนำสาวกด้วยอกิริยวาทนั้น คนเหล่านั้นจะชื่อว่า
กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว มิใช่กล่าวตู่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าด้วยคำอันไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม
หรือ การคล้อยตามวาทะอันชอบแก่เหตุไร ๆ จะไม่มาถึงฐานะ
อันสมควรติเตียนแลหรือ เพราะข้าพระองค์ไม่ประสงค์จะกล่าวตู่
พระผู้มีพระภาคเจ้าเลย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสีหะ เหตุที่เขากล่าวหา
เราว่า พระสมณโคดมเป็นอกิริยวาท ผู้กล่าวกรรมอันบุคคลทำอยู่ว่า
ไม่เป็นอันทำ แสดงธรรมเพื่ออกิริยวาท และแนะนำสาวกนั้นหลาย
ด้วยกิริยวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่.
เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นกิริยวาท ผู้
กล่าวกรรมอันบุคคลทำอยู่ว่า เป็นอันทำ ย่อมแสดงธรรมเพื่อ
กริยวาทและแนะนำสาวกทั้งหลายด้วยกิริยวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ
นั้น มีอยู่.
เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นอุจเฉทวาท
ผู้กล่าวความขาดสูญ ย่อมแสดงธรรมเพื่ออุจเฉทวาท และแนะนำ
สาวกทั้งหลายด้วยอุจเฉทวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่.
เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นเชคุจฉี คนช่าง
เกลียด ย่อมแสดงธรรมเพื่อเชคุจฉี และแนะนำสาวกทั้งหลาย
ด้วยเชคุจฉี ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่.
เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นเวนยิกะ คน
กำจัด ย่อมแสดงธรรมเพื่อกำจัด และแนะนำสาวกนั้นหลายด้วย

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 363 (เล่ม 37)

การกำจัด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่.
เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นตปัสสี คน
เผาผลาญ ย่อมแสดงธรรมเพื่อเผาผลาญ และแนะนำสาวก
ทั้งหลายด้วยการเผาผลาญ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่.
เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นอัปปคัพภะ
ไม่ผุดไม่เกิด ย่อมแสดงธรรมเพื่อไม่ผุดไม่เกิด และแนะนำ
สาวกทั้งหลายด้วยการไม่ผุดไม่เกิด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น
มีอยู่.
เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นอัสสัตถะ
คนใจเบา ย่อมแสดงธรรมเพื่อความใจเบา และแนะนำสาวกทั้งหลาย
ด้วยการใจเบา ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่.
ดูก่อนสีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็น
อกิริยวาท ย่อมแสดงธรรมเพื่ออกิริยวาท และแนะนำสาวก
ด้วยอกิริยวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น เป็นไฉน ดูก่อนสีหะ
เพราะเรากล่าวการไม่ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรา
กล่าวการไม่ทำซึ่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แลเป็นเหตุ
ที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นอกิริยวาท ย่อมแสดงธรรม
เพื่ออกิริยวาท และแนะนำสาวกทั้งหลายด้วยอกิริยวาท ดังนี้
ชื่อว่ากล่าวชอบ.
ดูก่อนสีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็น
กิริยวาท ย่อมแสดงธรรมเพื่อกิริยวาท และแนะนำสาวก
ด้วยกิริยวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น เป็นไฉน ดูก่อนสีหะ

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 364 (เล่ม 37)

เพราะเรากล่าวการทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต กล่าวการ
ทำกุศลธรรมหลายอย่าง นี้แลเป็นเหตุที่เขากกล่าวหาเราว่า พระ-
สมณโคดมเป็นกิริยวาท ย่อมแสดงธรรมเพื่อกิริยวาท และแนะนำ
สาวกทั้งหลายด้วยกิริยวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ.
ดูก่อนสีหะ ก็เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม
เป็นอุจเฉทวาท ย่อมแสดงธรรมเพื่ออุจเฉทวาท และแนะนำสาวก
ทั้งหลายด้วยอุจเฉทวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น เป็นไฉน ดูก่อน
สีหะ เพราะเรากล่าวความขาดสูญแห่งราคะ โทสะ โมหะ และ
ธรรมอันเป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แลเป็นเหตุที่เขากล่าวหาเรา
ว่าพระสมณโคดมเป็นอุจเฉทวาท ย่อมแสดงธรรมเพื่ออุจเฉทวาท
และแนะนำสาวกทั้งหลายด้วยอุจเฉทวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ.
ดูก่อนสีหะ. เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็น
เชคุจฉี คนช่างเกลียด ย่อมแสดงธรรมเพื่อความช่างเกลียด และ
แนะนำสาวกทั้งหลายด้วยความช่างเกลียด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ
นั้นเป็นไฉน ดูก่อนสีหะ เพราะเราเกลียดชังกายทุจริต วจีทุจริต
มโนทุจริต และเกลียดชังการเข้าถึงธรรมอันเป็นบาปอกุศลหลาย
อย่าง นี้แลเป็นเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคน
ช่างเกลียด ย่อมแสดงธรรมเพื่อความช่างเกลียด และแนะนำสาวก
ด้วยความช่างเกลียด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ.
ดูก่อนสีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็น
เวนยิกะ คนกำจัด ย่อมแสดงธรรมเพื่อกำจัด และแนะนำสาวก
ทั้งหลายด้วยการกำหนด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น เป็นไฉน ดูก่อน

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 365 (เล่ม 37)

สีหะ เพราะเราแสดงธรรมเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ และธรรม
อันเป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แลเป็นเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า
พระสมณโคดมเป็นคนกำจัด ย่อมแสดงธรรมเพื่อกำจัด และแนะนำ
สาวกทั้งหลายด้วยการกำจัด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ.
ดูก่อนสีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็น
ตปัสสี คนเผาผลาญ ย่อมแสดงธรรมเพื่อความเผาพลาญ และ
แนะนำสาวกทั้งหลายด้วยการเผาผลาญ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น
เป็นไฉน ดูก่อนสีหะ เพราะเรากล่าวธรรมอันเป็นบาปอกุศล คือ
กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าเป็นธรรมควรเผาผลาญ
ดูก่อนสีหะ ผู้ใดแลละธรรมอันเป็นบาปอกุศลที่ควรเผาผลาญได้แล้ว
ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้
เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เรากล่าวผู้นั้นว่า ตัดรากขาดแล้ว ทำ
ให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็น
ธรรมดา นี้แลเป็นเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็น
คนเผาผลาญ ย่อมแสดงธรรมเพื่อความเผาผลาญ และแนะนำ
สาวกทั้งหลายด้วยการเผาผลาญ ดังนี้ ชื่อว่า กล่าวชอบ.
ดูก่อนสีหะ ก็เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม
เป็นอัปปคัพภะ คนไม่ผุดไม่เกิด ย่อมแสดงธรรมเพื่อความไม่ผุด
ไม่เกิด และแนะนำสาวกทั้งหลายด้วยการไม่ผุดไม่เกิด ดังนี้ ชื่อว่า
กล่าวชอบนั้น. เป็นไฉน ดูก่อนสีหะ ผู้ใดแลละการนอนในครรภ์
การเกิดในภพใหม่ได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาล
ยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เรากล่าวผู้นั้นว่า

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 366 (เล่ม 37)

ผู้ไม่ผุดไม่เกิด ตถาคตละการนอนในครรภ์ การเกิดในภพใหม่ได้แล้ว
ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิด
อีกต่อไปเป็นธรรมดา นี้ เป็นเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-
โคดมเป็นคนไม่ผุดไม่เกิด ย่อมแสดงธรรมเพื่อความไม่ผุดไม่เกิด
และแนะนำสาวกทั้งหลายด้วยการไม่ผุดไม่เกิด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ.
ดูก่อนสีหะ ก็เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็น
อัสสัตถะ คนใจเบา ย่อมแสดงธรรมเพื่อใจเบา และแนะนำสาวก
ทั้งหลายด้วยการใจเบา ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น เป็นไฉน ก่อน
สีหะ เพราะเราเป็นคนใจเบา ย่อมแสดงดธรรมเพื่อความใจเบา
ด้วยความใจเบา อย่างยิ่ง และแนะนำสาวกทั้งหลายด้วยการใจเบา
นี้แลเป็นเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคนใจเบา
ย่อมแสดงธรรมเพื่อความใจเบา และแนะนำสาวกทั้งหลายด้วยการ
ใจเบา ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ.
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สีหเสนาบดีได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิต
ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มี-
พระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะ
ตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
พ. ดูก่อนสีหะ ท่านจงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงกระทำ
การใคร่ครวญก่อนแล้วกระทำ เป็นความดีของคนที่มีชื่อเสียง
เช่นท่าน.

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 367 (เล่ม 37)

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พอใจชื่นใจอย่าง
ล้นเหลือต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ด้วยพระดำรัสที่ตรัสกะข้าพระองค์
ว่า ดูก่อนสีหะ ท่านจงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงกระทำ การ
ใคร่ครวญก่อนแล้วกระทำ เป็นความดีของตนที่มีชื่อเสียงเช่นท่าน
เพราะพวกอัญญเดียรถีย์ได้ข้าพระองค์เป็นสาวกแล้ว พึงยกธง
เที่ยวประกาศทั่วเมืองเวสาลีว่า สีหเสนานดียอมเป็นสาวกพวกเรา
แล้ว แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ากลับตรัสกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า
ดูก่อนสีหะ ท่านจงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงกระทำ การใคร่-
ครวญก่อนแล้วกระทำ เป็นความดีของคนที่มีชื่อเสียงเช่นท่าน
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า กับ
ทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ เป็นครั้งที่สอง ขอพระผู้มี-
พระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์ไว้ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ
ตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
พ. ดูก่อนสีหะ ตระกูลของท่านเป็นเสมือนบ่อน้ำของพวก
นิครนถ์มานานแล้ว ท่านควรสำคัญบิณฑบาตที่ท่านจะพึงให้แก่
พวกนิครนถ์เหล่านั้นผู้เข้าไปแล้ว.
สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พอใจชื่นใจอย่าง
ล้นเหลือต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า มีด้วยพระดำรัสที่ตรัสกะข้าพระองค์
ว่า ดูก่อนสีหะ ตระกูลของท่านเป็นเสมือนบ่อน้ำของพวกนิครนถ์
มานานแล้ว ท่านควรสำคัญบิณฑบาต ที่ท่านจะพึงให้แก่พวกนิครนถ์
เหล่านั้นผู้เข้าไปแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมา
ดังนี้ว่า พระสมณโคดมตรัสอย่างนี้ว่า ควรให้ทานแก่เราเท่านั้น

367