พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 178 (เล่ม 37)

๕. รักขิตสูตร
[๕๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการนี้ ตถาคตไม่ต้อง
รักษา และตถาคตไม่พึงถูกติเตียนด้วยฐานะ ๓ ประการ ฐานะ
๔ ประการที่ตถาคตไม่ต้องรักษาเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ตถาคตมีกายสมาจารบริสุทธิ์ ตถาคตไม่มีการทุจริตที่จะต้อง
รักษาว่า คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้ของเราเลย ตถาคตมีวจีสมาจารบริสุทธิ์
ตถาคตไม่มีวจีทุจริตที่จะต้องรักษาว่า คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้ของเราเลย
ตถาคตมีมโนสมาจารบริสุทธิ์ ไม่มีมโนทุจริตที่จะต้องรักษาว่า
คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้ของเราเลย ตถาคตมีอาชีวบริสุทธิ์ ไม่มีมิจฉาชีพ
ที่จะต้องรักษาว่า คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้ของเราเลย ฐานะ ๔ ประการนี้
ตถาคตไม่ต้องรักษา ตถาคตไม่พึงถูกติเตียนด้วยฐานะ ๓ ประการ
เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีธรรมอันกล่าวดีแล้ว สมณะ
ก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี หรือใคร ๆ ในโลก
ก็ดี จักคัดค้านเราในธรรมนั้นโดยชอบธรรมว่า แม้เพราะเหตุนี้
ท่านมิใช่เป็นผู้มีธรรมอันกล่าวดีแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา
ไม่เล็งเห็นนิมิตนั้น เมื่อไม่เห็น ย่อมถึงความเกษม ไม่มีภัย มีความ
แกล้วกล้าอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ปฏิปทาอันเป็นเครื่อง
ยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน ทีสาวกของเราผู้ปฏิบัติตามแล้ว ย่อมกระทำ
ให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะ
ทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม เข้าถึงอยู่ อันเรา
บัญญัติไว้ดีแล้วแก่สาวกทั้งหลาย สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดา

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 179 (เล่ม 37)

ก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี หรือใคร ๆ ในโลกก็ดี จักคัดค้านเราใน
ปฏิปทานั้นโดยชอบธธรรมว่า แม้เพราะเหตุนี้ ปฏิปทาอันเป็นเครื่อง
ยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน ที่สาวกของทานปฏิบัติแล้ว ย่อมกระทำ
ให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ฯลฯ ไม่เป็นปฏิปทาอันท่านบัญญัติไว้ดีแล้ว
แก่สาวกทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นนิมิตนั้น
ย่อมถึงความเกษม ไม่มีภัย แกล้วกล้าอยู่ อนึ่ง สาวกบริษัทของเรา
เป็นร้อย ๆ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหา
อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
ในทิฏฐธรรม เข้าถึงอยู่ สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี มารก็ดี
พรหมก็ดี หรือใคร ๆ ในโลกก็ดี จักคัดค้านเราในข้อนั้นโดยชอบ
ธรรมว่า แม้เพราะเหตุนี้ สาวกบริษัทเป็นร้อย ๆ ไม่ได้กระทำให้แจ้ง
ซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลาย
สิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม เข้าถึงอยู่ เราไม่เล็งเห็น
นิมิตนั้น เมื่อไม่เห็น ย่อมถึงความเกษม ไม่มีภัย แกล้วกล้าอยู่
ตถาคตไม่พึงถูกติเตียนเพราะฐานะ ๓ ประการเหล่านี้ ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการนี้แล ตถาคตไม่จำเป็นต้องรักษา และ
ตถาคต ไม่พึงถูกติเตียนด้วยฐานะ ๓ ประการนี้แล.
จบ รักขิตสูตรที่ ๕

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 180 (เล่ม 37)

อรรถกถารักขิตสูตรที่ ๕
รักขิตสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า นิมิตฺตํ ได้แก่ ซึ่งธรรมนิมิตบ้าง บุคคลนิมิตบ้าง.
จริงอยู่พระตถาคตนี้ เมื่อไม่พิจารณาเห็นแม้บทหนึ่ง ในธรรมที่เราแสดง
แล้วด้วยตนเอง ว่าเป็นธรรมที่กล่าวไม่ดี นำสัตว์ออกจากทุกข์ในวัฏฏะ
ไม่ได้ ชื่อว่า ไม่พิจารณาเห็นธรรมนิมิต. พระตถาคต ไม่พิจารณาเห็น
แม้บุคคลผู้หนึ่ง ผู้จะลุกขึ้นโต้ตอบว่า ธรรมที่ท่านกล่าวแล้วผิด
ธรรมที่ท่านกล่าว ไม่ดี ชื่อว่าไม่พิจารณาเห็นบุคคลนิมิต. แม้ใน
บททั้งสองที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
จบ อรรถกถารักขิตสูตรที่ ๕

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 181 (เล่ม 37)

๖. กิมมิลสูตร
[๕๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-
วิหารเวฬุวัน ใกล้เมืองกิมมิลา ครั้งนั้นแล ท่านพระกิมมิละเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้สัทธรรม
ไม่ตั้งอยู่นานในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกิมมิละ เมื่อตถาคต
ปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระศาสดา... ในธรรม... ในสงฆ์...
ในสิกขา... ในสมาธิ... ในความไม่ประมาท... ในปฏิสันถาร
ดูก่อนกิมมิละ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้สัทธรรมไม่
ตั้งอยู่นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว.
กิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่อง
ให้สัทธรรมตั้งอยู่นาน ในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว.
พ. ดูก่อนกิมมิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเคารพ มีความ
ยำเกรงในพระศาสดา... ในธรรม... ในสงฆ์... ในสิกขา... ในสมาธิ...
ในความไม่ประมาท... ในปฏิสันถาร ดูก่อนกิมมิละ นี้แลเป็นเหตุ
เป็นปัจจัย เครื่องให้สัทธรรมตั้งอยู่นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว.
จบ กิมมิลสูตรที่ ๖

181
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 182 (เล่ม 37)

๗. สัตตธรรมสูตร
[๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗
ประการ ไม่นานนัก พึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ
อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
ในทิฏฐธรรม เข้าถึงอยู่ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีศีล ๑ เป็นพหูสูต ๑ เป็น
ผู้หลีกออกเร้น ๑ ปรารภความเพียร ๑ มีสติ ๑ มีปัญญา ๑ ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ไม่
นานนักพึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะ
มิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม
เข้าถึงอยู่.
จบ สัตตธรรมสูตรที่ ๗

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 183 (เล่ม 37)

๘. โมคคัลลนสูตร
[๕๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่า-
เภสกลา มิคทายวัน ใกล้สุงสุมารคีรนคร แคว้นภัคคะ ก็สมัยนั้นแล
ท่านมหาโมคคัลลานะนั่งโงกง่วงอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม
แคว้นมคธ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระ-
มหาโมคคัลลานะนั่งโงกง่วงอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุมนุษย์ ครั้นแล้วทรงหายจาก
เภสกลามิคทายวัน ใกล้สุงสุมารคีรนคร แคว้นภัคคะ เสด็จไป
ปรากฏเฉพาะหน้าท่านพระมหาโมคคัลลานะ ณ บ้านกัลลวาล-
มุตตคาม แคว้นมคธ เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้
หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะ
ที่ปูลาดแล้ว ครั้นแล้วได้ตรัสถามทานพระมหาโมคคัลลานะว่า
ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ ก่อนโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ
ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
ดูก่อนโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อเธอมีสัญญา
อย่างไรอยู่ ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ เธอพึงทำไว้ในใจซึ่ง
สัญญานั้นให้มาก ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้า
เธอยังละไม่ได้ แต่นั้นเธอถึงตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมตามที่ตน
ได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้วด้วยใจ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความ
ง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงสาธยายธรรมตามที่ตนได้
สดับมาแล้ว ได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอ

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 184 (เล่ม 37)

ละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง
เอามือลูบตัว ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละ
ไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย
แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้
ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงทำในใจถึงอาโลกสัญญา ตั้งความ
สำคัญในกลางวันว่า กลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น กลางคืน
อย่างไร กลางวันอย่างนั้น มีใจเปิดเผยอยู่ฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ
ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วง
นั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงอธิษฐานจงกรม กำหนดหมาย
เดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีใจไม่เปิดไปให้ภายนอก ข้อนี้
จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึง
สำเร็จสีหไสยา คือนอนตะแคงเบื้องหน้าขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติ-
สัมปชัญญยะ ทำความหมายในการนอน ความสุขในการเอนข้าง
ความสุขในการเคลิ้มหลับ ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล.
ดูก่อนโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงศึกษา
อย่างนี้อีกว่า เราจักไม่ชูงวง (ถือตัว) เข้าไปสู่ตระกูล ดูก่อน
โมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ถ้าภิกษุชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล
และในตระกูลมีกรณียกิจหลายอย่าง ซึ่งจะเป็นเหตุให้มนุษย์ไม่ใส่ใจ
ถึงภิกษุผู้มาแล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า
เดี๋ยวนี้ใครหนอยุยงให้เราแตกในสกุลนี้ เดี๋ยวนี้ดูมนุษย์พวกนี้
มีอาการอิดหนาระอาใจในเรา เพราะไม่ได้อะไร เธอจึงเป็นผู้เก้อเขิน

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 185 (เล่ม 37)

เมื่อเก้อเขิน ย่อมคิดฟุ้งซ่าน เมื่อคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม เมื่อ
ไม่สำรวมจิตย่อมห่างจากสมาธิ.
เพราะฉะนั้นแหละ โมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
เราจักไม่พูดถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน ดูก่อนโมคคัลลานะ
เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล เมื่อมีถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน
ก็จำต้องหวังการพูดมาก เมื่อมีการพูดมาก ย่อมคิดฟุ้งซ่าน เมื่อ
คิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตย่อมห่างจากสมาธิ.
ดูก่อนโมคคัลลานะ อนึ่ง เราสรรเสริญความคลุกคลี่ด้วย
ประการทั้งปวงไม่ แต่มิใช่ว่าจะไม่สรรเสริญ ความคลุกคลีด้วย
ประการทั้งปวงก็หามิได้ คือ เราไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วย
หมู่ชนทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ก็แต่ว่า เสนาสนะอันใดเงียบเสียง
ไม่อื้ออึ่ง ปราศจากการสัญจรของหมู่ชน ควรเป็นที่ประกอบกิจ
ของผู้ต้องการความสงัด ควรเป็นที่หลีกออกเร้น เราสรรเสริญ
ความคลุกคลีด้วยเสนาสนะเห็นปานนั้น.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหา
โมคคัลลานะทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
โดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงไรหนอ ภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะ
สิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐกว่า
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
พ. ดูก่อนโมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้สดับว่า
ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น ครั้นได้สดับดังนั้นแล้ว เธอย่อมรู้ชัด
ธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง ครั้นรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญา

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 186 (เล่ม 37)

อันยิ่งแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง
แล้ว ได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุข
มิใช่ทุกข์ก็ดี ย่อมพิจารณาเห็น ความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น
พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด พิจารณาเป็นความดับ พิจารณา
เห็นความสละคืน เมื่อเธอพิจารณาเห็นอย่างนั้น ๆ อยู่ ย่อมไม่ยืดมั่น
อะไร ๆ ในโลก เมื่อไม่ยืดมั่น ย่อมไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อม
ปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้
มิได้มี ดูก่อนโมคคัลลานะ โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุ
จึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน เป็นผู้
เกษมจากโยคะล่วงส่วน เป็นพรหมจารีล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน
ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
จบ โมคคัลลานสูตรที่ ๘
อรรถกถาโมคคัลลานสูตรที่ ๘
โมคคัลลานสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า จปลายมาโน ความว่า พระมหาโมคคัลลนะ เข้าไป
อาศัยหมู่บ้านนั้น กระทำสมณธรรมในไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง มีร่างกาย
ลำบากเพราะถูกความเพียรในการจงกรมตลอด ๗ วัน บีบคั้น จึงนั่ง
โงกง่วงอยู่ในท้ายที่จงกรม. บทว่า จปลายสิ โน แก้เป็น นิทฺทายสิ นุ
แปลว่า เธอง่วงหรือ. บทว่า อนุมชฺชิตฺวา แปลว่า ลูบคลำแล้ว.
บทว่า อาโลกสญฺญํ ได้แก่ ความสำคัญในความสว่างเพื่อบรรเทา

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 187 (เล่ม 37)

ความง่วง. บทว่า ทิวาสญฺญํ ได้แก่ ความสำคัญว่าเป็นกลางวัน
บทว่า ยถา ทิวา ตถา รตฺตึ ความว่า เธอตั้งความสำคัญว่าสว่าง
ในกลางวันฉันใด เธอตั้งความสำคัญว่าสว่างนั้น แม้ในกลางคืน
ก็ฉันนั้น. คำว่า ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา เธอตั้งความสำคัญว่า สว่าง
ในกลางคืนฉันใด เธอตั้งความสำคัญว่าสว่างนั้นแม้ในกลางวันฉันนั้น.
บทว่า สปฺปภาสํ เธอพึงให้จิตเป็นไปพร้อมกับแสงสว่าง เพื่อประโยชน์
แก่ทิพยจักขุญาณ. บทว่า ปจฺฉาปุเรสญฺญี ความว่า ผู้มีสัญญา
ด้วยสัญญาอันนำไปทั้งข้างหน้าและข้างหลัง. บทว่า อนฺโตคเตหิ
อินฺทฺริเยหิ ได้แก่ ด้วยอันทรีย์ ๕ อันไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก
อันเข้ามาตั้งอยู่ในภายในเท่านั้น. บทว่า มิทฺธสุขํ ได้แก่ ความสุข
อันเกิดแต่ความหลับ. พระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงกรรมฐานเครื่อง
บรรเทาความง่วงแก่พระเถระ ด้วยฐานะมีประมาณเท่านี้.
บทว่า โสณฺฑํ ได้แก่ง่วงคือ มานะ. ในบทว่า กิจฺจกรณียานิ
นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ กรรมที่ตนจะพึงทำแน่แท้ ชื่อว่า กิจฺจานิ
กิจกรรมที่เป็นหน้าที่ทั้งหลาย, ส่วนกิจนอกนี้ ชื่อว่า กรณียานิ
กิจควรทำทั้งหลาย. บทว่า มงฺกุภาโว ได้แก่ ความเป็นผู้ไร้อำนาจ
ความโทมนัส เสียใจ. พระศาสดาตรัสภิกขาจารวัตรแก่พระเถระ
ด้วยฐานะมีประมาณเท่านี้. บัดนี้ เพื่อจะทรงชักจูงกัน ให้สิ้นสุดลง
พระองค์จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ตสฺมาติห ดังนี้ซ บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า วิคฺคาหิกกถํ ความว่า ถ้อยคำอันเป็นเหตุให้ถือเอาผิด เป็นไป
โดยนัย เป็นต้นว่า ท่านย่อมไม่รู้ธรรมและวินัยนี้ เพื่อจะเว้น

187