ให้น้ำเป็นทานแล้วอุทิศกับเทน้ำทิ้งไม่เหมือนกัน
13/05/2025 23:18:44...ชนเหล่าใด เป็นผู้เอ็นดู ชนเหล่านั้นย่อมให้น้ำ ข้าว อันสะอาด ประณีต อันสมควร ตามกาล อุทิศเพื่อญาติทั้งหลาย อย่างนี้ว่า ขอทานนี้แล จงมีแก่ญาติทั้งหลาย ขอญาติทั้งหลาย จงมีสุขเถิด...
และในอรรถกถาติโรกุฑฑสูตร ก็บอกว่า พระเจ้าพิมพิสารถวายน้ำเป็นทานแด่พระพุทธเจ้า หลักธรรมชาตินี้ คือ ให้สิ่งใดจะได้สิ่งนั้น ถ้าให้น้ำเป็นทาน ผลบุญก็จะเกี่ยวกับน้ำ และก็เป็นจริงอย่างนั้น เมื่อพระเจ้าพิมพิสารถวายน้ำแก่พระพุทธเจ้า ก็มีสระโบกขรณีบังเกิดแก่เปรตพวกนั้นได้อาบได้ดื่ม ถ้าไม่ได้ถวายน้ำเป็นทาน สระโบกขรณีที่บังเกิดแก่พวกเปรตนั่นจะมาจากไหน ? มาจากการที่ไปเทน้ำทิ้งหรือ ? เป็นไปไม่ได้ เพราะการเทน้ำทิ้ง คือ การเทน้ำเฉยๆ ไม่ได้ให้ทานแก่ผู้รับที่ตั้งเป้าเอาไว้แล้วอุทิศ
...พระราชาถวายน้ำทักษิโณทก ทรงอุทิศว่า ขอทานนี้จงมีแก่พวกญาติของเรา ทันใดนั้นเอง สระโบกขรณีดารดาษด้วยปทุม ก็บังเกิดแก่เปรตพวกนั้น เปรตพวกนั้นก็อาบและดื่มในสระโบกขรณีนั้น ระงับความกระวนกระวายความลำบากและหิวกระหายได้แล้ว มีผิวพรรณดุจทอง ลำดับนั้น พระราชาถวายข้าวยาคู ของเคี้ยว ของกินเป็นต้นแล้วทรงอุทิศ...
เมื่อเรื่องมันคือการให้น้ำเป็นทาน จะไปพูดว่ากรวดน้ำทำไม เพราะสองอย่างนี้คนละเรื่องเลย ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้แล้ว คำว่า ปัตติทานมัย คือ การให้ส่วนบุญ ไม่ใช่กรวดน้ำ
เปรตได้รับบุญด้วยเหตุ 3 ประการ ในนี้มีบอกว่า ให้กรวดน้ำไหม ? มีหลักธรรมข้อไหนที่บอกว่า การเอาบุญให้สำเร็จด้วยการกรวดน้ำ ?

