พุทธธรรมสงฆ์

เมื่อมีคนชมว่าทำดี ไม่ควรถ่อมตน ไม่ควรพูดดูถูกตน

เมื่อมีคนชมว่าทำดี ก็รู้จักรับ รู้จักยินดี ไม่ใช่พูดถ่อมตน พูดดูถูกตน

...เมื่อถูกถามอย่างนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า อาสวะทั้งหลายย่อมไม่ครอบงำท่านผู้มีสติอยู่อย่างใดข้าพเจ้าก็เป็นผู้มีสติอยู่อย่างนั้น เพราะความหลุดพ้นในภายใน เพราะอุปาทานทั้งปวงสิ้นไป ทั้งข้าพเจ้าก็มิได้ดูหมิ่นตนเองด้วย พระพุทธเจ้าข้าเมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์พึงพยากรณ์อย่างนี้ [๑๑๔] ถูกละ ๆ สารีบุตร ตามที่เธอพยากรณ์ความข้อนั้นโดย...

เขาพูดถูกก็รู้จักอนุโมทนา ไม่ใช่ พูดถ่อมตน พูดดูถูกตน

...ไม่ยกตัว มีใจสงบ ไม่ตีเสมอ ไม่รุนแรง ไม่เอาหน้า รู้ชอบแล้วจึงกล่าว ที่เขาพูดถูกก็อนุโมทนา เมื่อเขาพูดผิด ก็ไม่รุกราน ไม่ใฝ่เอาเปรียบ เขาพูดพลั้งไปบ้างก็ไม่ถือ ไม่พูดพล่าม...

เขาพูดถูกก็รู้จักเลื่อมใสในสิ่งที่ควรเลื่อมใส

...ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน คือ ไม่พิจารณาไตร่ตรองแล้ว เกิดเลื่อมใสในฐานะอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑ ไม่พิจารณาไตร่ตรองแล้ว เกิดไม่เลื่อมใสในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลา อสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล...

แม้ยังทำไม่ได้ตอนนี้ ก็ไม่ควรไปดูถูกตนเอง ตั้งเอาไว้ว่าวันหนึ่งต้องทำได้ ตั้งเจตนาดีไว้ ไม่มีอะไรแก้ไขไม่ได้ ที่แก้ไขไม่ได้ คือ ไม่แก้ไข

...[๘๙๘] ความดูหมิ่นตนเอง เป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ ดูหมิ่นตนเอง โดยเหตุอย่างหนึ่ง คือ โดยชาติ โดยโคตร โดยความเป็นลูกผู้มีสกุล โดยความเป็นผู้มีรูปงาม โดยทรัพย์โดยความเป็นใหญ่ โดยหน้าที่การงาน โดยศิลปะ โดยวิทยฐานะ โดยการศึกษาหรือโดยปฏิภาณ ความดูหมิ่นตน กิริยาที่ดูหมิ่นตน สภาพที่ดูหมิ่นตนความเกลียดตน ความดูถูกตน ความดูถูกตนว่าต่ำช้า ความดูแคลนตน อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า ความดูหมิ่นตนเอง...

แต่ไม่ใช่ว่า ตนทำชั่วอยู่ มีคนตำหนิ ก็ไม่รู้จักยอมรับแก้ไข มีมานะถือตัว และการตำหนิเพื่อมุ่งความเจริญตามสมควรแก่ธรรมก็ไม่ได้ผิด