พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 81 ( เล่ม 6 )
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ หรือพึงให้ว่าบทที่มี ม อักษรเป็นที่สุด ให้ขาดระยะ
กันอย่างนี้ว่า พุทฺธมฺ สรณมฺ คจฺฉามิ๑ ในอันธกัฏฐกถาท่านแก้ว่า อัน
เตวาสิกพึงประกาศชื่อรับสรณะอย่างนี้ว่า อหํ ภนฺเต พุทฺธรกฺขิโต ยาวชีวํ
พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ดังนี้. คำนั้นไม่มีแม้ในอรรถกถาเดียว ทั้งในพระ-
บาลีก็ไม่กล่าวไว้ เป็นแต่เพียงความชอบใจของพระอาจารย์เหล่านั้น เพราะ
ฉะนั้น ไม่ควรถือเอา. แท้จริง เมื่อไม่ว่าอย่างนั้น สรณะจะกำเริบก็หามิได้.
ข้อว่า อนุชานามิ ภกฺเว อิเมหิ ตีทิ สรณคมเนหิ ปพฺพชฺชํ
อุปสมฺปทํ มีความว่า เราอนุญาตบรรพชาและอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์
เหล่านี้ ซึ่งว่าหมดจดทั้ง ๒ ฝ่าย ครบ ๓ ครั้ง อย่างนี้ว่า พุทฺธํ สรณํ
คจฺฉามิ เป็นต้น. ในบรรพชาและอุปสมบททั้ง ๒ นั้น อุปสมบท พระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงห้ามเสียข้างหน้าแล้ว เพราะฉะนั้นบัดนี้ อุปสมบทนั้น จึงไม่
ขึ้นด้วยมาตรว่าสรณะเท่านั้น. ส่วนบรรพชาทรงอนุญาตเฉพาะไว้ข้างหน้าว่า
ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสามเณรบรรพชาด้วยไตรสรณคมน์เหล่านี้ เพราะ
ฉะนั้นถึงในบัดนี้ บรรพชานั้น ย่อมขึ้นด้วยมาตรว่าสรณะเท่านั้น. จริงอยู่
กุลบุตรเป็นอันตั้งอยู่ในภูมิแห่งสามเณรด้วยอาการเพียงเท่านี้. และถ้าสามเณร
นั้นเป็นผู้มีปัญญา มีชาติแห่งคนฉลาด ลำดับนั้น พึงแสดงสิกขาบททั้งหลาย
แก่เธอในที่นี้ทีเดียว. แสดงอย่างไร ? แสดงเหมือนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
แสดงแล้ว . จริงอยู่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดังนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายเรา
อนุญาตสิกขาบท ๑๐ แก่สามเถรทั้งหลาย และอนุญาตเพื่อให้สามเณรศึกษาใน
สิกขาบท ๑๐ เหล่านั้น คือ:-
๑. เป็นสำเนียงว่าอย่างสันสกฤต บัดนี้เราไม่ใช้แล้ว.