พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 119 ( เล่ม 6 )
มีคำอธิบายว่า ท่านอยู่อุรุเวลามานาน คนเองเคยเป็นอาจารย์สั่งสอน
เหล่าดาบสผู้บำเรอไฟ เห็นอุบายอะไรเล่า จึงละไฟเสีย ? เราถามเนื้อความ
นี้กะท่าน เหตุไฉน ท่านจึงละการบูชาเพลิงของท่านเสีย ?
ในคาถาที่ ๒ มีเนื้อความดังนี้:-
ยัญทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญกามทั้งหลาย มีรูปเป็นต้น เหล่านี้และสตรี
ทั้งหลาย ข้าพเจ้านั้น ได้ทราบชนิดของกามมีรูปเป็นต้น ทั้งหมดนี้ว่า เป็น
มลทินในขันธ์เป็นที่หอบทุกข์ไว้ จึงมิได้ยินดีในการเซ่นและการบูชา อธิบายว่า
ไม่อภิรมย์แล้วการเซ่นหรือการบูชา เพราะยัญทั้งหลาย ต่างโดยการเซ่นและ
การบูชาเหล่านี้กล่าวสรรเสริญผลเป็นมลที่ทั้งนั้น.
วินิจฉัยในคาถาที่ ๓:-
บทว่า อถ โกจรหิ มีความว่า ก็ที่นั้น . . . ในสิ่งไรเล่า ? บทที่
เหลือตื้นทั้งนั้น.
วินิจฉัยในคาถาที่ ๔:-
บทว่า ปทํ เป็นต้น มีความว่า ทางคือพระนิพพาน จัดว่าสงบ
และมีความสงบเป็นสภาพ จัดว่าไม่มีกิเลสอันเป็นเหตุหอบทุกข์ เพราะไม่มี
กิเลสทั้งหลายที่เข้าไปหอบเอาทุกข์ไว้, จัดว่าหากังวลมิได้ เพราะไม่มีกิเลส
เครื่องกังวลทั้งหลายมีราคะเป็นต้น จัดว่าไม่ติดข้องแม้ในกามภพ ซึ่งเป็นที่
กล่าวสรรเสริญแห่งยัญทั้งหลายเพราะไม่ติดอยู่ในภพทั้ง ๓ แล้ว, จัดว่ามีอันจะ
ไม่แปรเป็นอย่างอื่น เพราะไม่มีเกิด แก่ ตาย, จัดว่าไม่ใช่ธรรมที่ผู้อื่นจะพึง
แนะให้ได้ เพราะต้องบรรลุด้วยมรรคซึ่งตนเองเจริญแล้วเท่านั้น อันคนอื่นจะ
เป็นใครก็ตามจะพึงให้บรรลุไม่ได้ ข้าพเจ้าไม่ยินดีแล้วในการเซ่นและการบูชา
ก็เพราะเห็นทางเช่นนี้. พระอุรุเวลกัสสปแสดงอย่างไร ? ด้วยคำว่า ได้เห็น